ลิขสิทธิ์ใหม่ ไทยพรีเมียร์ลีก ‘โปร่งใส’!?


ถามว่ามีเพื่อนๆ ผู้สื่อข่าวมาร่วมงานเยอะไหม? ตอบได้ว่าก็งั้นๆ นะครับ เพราะผมคาดหวังไว้มากกว่านี้ แต่นับๆ ดูน่าจะมีสัก 70 คน เห็นจะได้

ทว่าหากเทียบว่า "หมายเชิญ" คลอดไม่ถึง 24 ชั่วโมงก่อนงาน หากไม่ใช่พิธีลงนามระดับ "แม่เหล็ก" เช่นนี้ มีหวังโดนด่ากระจาย และคนจะหรอมแหรมครับ

โดยก่อนการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ "ข่าวเล็ด" มาแล้วว่า "ทรู วิชั่นส์" คว้าลิขสิทธิ์ดังกล่าวไปแล้วท่ามกลางเครื่องหมายคำถามหลักๆ "ไปประมูลกันตอนไหน (วะ)?"

คำตอบนี้ ถูกชี้แจงทั้งจาก คุณวรวีร์ มะกูดี ที่ยังยืนยันว่าโดย พ.ร.บ.ท่านยังคงรักษาการตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ อย่างถูกต้อง ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์แล้วอย่างที่ถูกกล่าวหา

และตอบโดยตัวแทนจาก บมจ. "สยามสปอร์ต ซินดิเคท" คุณอดิศัย วารินทร์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ ว่า "ไทม์เฟรม" หรือกรอบเวลาการประมูลได้เริ่มมาตั้งแต่ เม.ย. ที่ผ่านมาแล้ว

หนำซ้ำยังทำแบบมืออาชีพด้วยมาตรฐาน "พรีเมียร์ลีก" อังกฤษ เพราะได้เชิญท่านเซอร์เดวิด ริชาร์ด อดีตประธานพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาเป็นที่ปรึกษา และแว่วๆ จากแหล่งข่าววงในที่ผมได้คุยก่อนงานด้วยว่า ทีมงานเซอร์เดวิด ทำหน้าที่เสมือน "ตัวกลาง" หรือ "เอเยนต์" ทำการประมูลครั้งนี้เลยด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ "สยามสปอร์ตฯ" ในฐานะผู้ได้รับสิทธิให้บริหารจัดการการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในประเทศ และอื่นๆ ของสมาคม ระหว่าง 2556 - 2560 ได้ตัดสินใจเลือกทีมงานท่านเซอร์เดวิด เข้ามา

เพราะตัวเองทำงานลำบากเนื่องจากรู้จัก และสนิทสนมทุก "แคนดิเดต" ไม่ว่าจะเป็น ทรู วิชั่นส์, GMM, CTH หรือ RS ซึ่งแว่วมาว่า รายหลังสุดไม่ได้เข้าร่วมประมูล

การใช้ "คนกลาง" มืออาชีพดำเนินเรื่องตั้งแต่ แจ้งข่าว, แนะนำ, ตรวจสอบ, สรุป และคัดเลือก ที่แล้วเสร็จช่วงปลายเดือน ก.ค. หรือกินเวลาประมาณ 4 เดือน จะทำให้ "สยามสปอร์ตฯ" ไม่กระอักกระอ่วนใจ

ส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคุณวรวีร์ และสมาคมเลยนะครับ เพราะในแง่กฎหมายทั้ง 2 ส่วนนี้ "ลอยตัว" เนื่องจากปล่อยสิทธิให้ทาง "สยามสปอร์ตฯ" ได้ดำเนินการแทนแล้ว

ดังนั้น จะชอบธรรม หรือไม่ชอบธรรมก็ตามในช่วงเวลาที่การเลือกตั้งนายกสมาคมยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ การคัดเลือกเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกครั้งใหม่จึงเป็นคนละประเด็นกัน

และผมเห็นด้วยว่า การคัดเลือกเจ้าของลิขสิทธิ์รายใหม่ควรต้องทำต่อไป เพราะในแง่ธุรกิจ และบริหารจัดการลีกอาชีพ เราคงจะหยุดรอนายกไม่ได้

และหากนับจากวันนี้ไปจนถึงเปิดซีซั่นหน้า ฤดูกาล 2557 ก็จะเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ตามที่ท่านเซอร์เดวิดได้แนะนำเอาไว้พอดี

เจ้าของลิขสิทธิ์ใหม่ก็จะมีเวลาทำการตลาด, จัดแพ็กเกจการถ่ายทอดสด, เตรียมการด้านการผลิต ฯลฯ ได้ทัน

อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้บอกว่า ผมทราบ หรือเห็นด้วยว่า การเลือก "สยามสปอร์ตฯ" เป็นผู้ดูแลสิทธินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร? และเมื่อไหร่? นะครับ

แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว กระบวนการคัดเลือกเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่ตามมาจึง "ถูกต้อง" โดยชอบธรรมในเวลาที่หากเทียบกับต่างประเทศ เช่น พรีเมียร์ลีก

ขั้นตอนจะพอทราบ "ไทม์ไลน์" คร่าวๆ เท่านั้น เช่น จะเริ่มประมูลประมาณเมื่อไหร่?, เงื่อนไขประมูล เช่น ผู้ชนะต้องวางเงินมากกว่าอันดับ 2 กี่เปอร์เซ็นต์?, เวลาเปิดซองครั้งแรก หรือเวลาเดดไลน์ เช่น ในที่นี้ 6 เดือน หรือพรีเมียร์ลีกก็ประมาณ 1 ปี ก่อนซีซั่นใหม่เพื่อให้เตรียมการ ฯลฯ และ ฯลฯ

จะเป็นอะไรที่สาธารณชนพอทราบอยู่แล้ว แต่บ้านเราอาจยังไม่คุ้นนัก (เพราะเป็นครั้งแรก!)

แต่สำคัญสุด คือ ผู้เสนอตัวทั้งหมดทราบหรือไม่?

เช่นในบ้านเรา CTH, GMM, RS และ ทรู วิชั่นส์ ทราบเรื่องทั้งหมด และได้รับการปฏิบัติในลำดับต่อๆ มาอย่าง "ยุติธรรม" เหมือนกันหรือไม่? จุดนี้สำคัญที่สุดครับ

ทีนี้ก็นำเข้ามาสู่บทสรุปเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกครั้งใหม่ของผมนะครับว่า "โปร่งใส" หรือไม่?

งานนี้ ตอบได้เลยจากตัวเลข 1,800 ล้านบาท ต่อ 3 ปี สูงกว่าเดิม 9 เท่า ซึ่งน่าจะมากมายเกินจะ "ฮั้ว" กัน หรือหากผู้เสียผลประโยชน์เจ้าอื่นๆ CTH, GMM, RS ยังเงียบ ไม่พูดอะไร เช่น โดนโกง, ไม่ทราบเรื่อง ฯลฯ 

ผมว่า คำตอบน่าจะชัดเจนนะครับว่า การประมูลครั้งนี้ "โปร่งใส" หรือไม่?

ป.ล. พรุ่งนี้มาต่ออีกสักตอนนะครับว่า รายละเอียดลิขสิทธิ์ใหม่มีอะไรน่าสนใจบ้าง

เรื่องโดย "Kai Muk Dam"

งานนี้ ตอบได้เลยจากตัวเลข 1,800 ล้านบาทต่อ 3 ปี สูงกว่าเดิม 9 เท่า ซึ่งน่าจะมากมายเกินจะ “ฮั้ว” กัน หรือหากผู้เสียผลประโยชน์เจ้าอื่นๆ CTH, GMM, RS ยังเงียบ ไม่พูดอะไร เช่น โดนโกง, ไม่ทราบเรื่อง ฯลฯ 

ผมว่า คำตอบน่าจะชัดเจนนะครับว่า การประมูลครั้งนี้ “โปร่งใส” หรือไม่?